วันพุธที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2558

อุทยานประวัติศาสตร์ปราสาทหินพนมรุ้ง



       https://fbcdn-sphotos-f-a.akamaihd.net/hphotos-ak-xtp1/v/t34.0-12/    


            ปราสาทพนมรุ้งตั้งอยู่บนยอดเขาพนมรุ้งซึ่งเป็นภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้วในท้องทีตำบลตาเป๊ก อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นโบราณสถานศิลปะลพบุรีที่มีความงดงามและมีความสำคัญมากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย  
               ศาสนสถานแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อถวายแด่องค์พระศิวะเทพเจ้าสูงสุดในศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกายเขาพนมรุ้งและปราสาทบนยอดเขาจึงเปรียบเสมือนเขาไกรลาสอันเป็นที่ประทับของพระศิวะและยังเป็นสัญลักษณ์ของศูนย์กลางจักรวาลอีกด้วยกลุ่มอาคารบนยอดเขามีการก่อสร้างหลายยุคสมัยตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๕ - ๑๘
              ชื่อ "พนมรุ้ง"  มาจากภาษาเขมรว่า  "วนํรุง"  แปลว่า ภูเขาอันกว้างใหญ่  โดยคำนี้ปรากฏอยู่ในศิลาจารึกอักษรขอมพบที่ปราสาทพนมรุ้ง   และยังปรากฏชื่อผู้สร้างปราสาท คือ   "นเรนทราทิตย์"   เชื้อสายราชวงศ์มหิธรปุระผู้เกี่ยวข้องเป็นพระญาติกับพระเจ้าสุริยวรมัน ที่ ๒  ผู้สร้างปราสาทนครวัด
              กรมศิลปากรได้ดำเนินการอนุรักษ์ปราสาทพนมรุ้ง โดยประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานปราสาทพนมรุ้ง ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๕๒  ตอนที่ ๗๕ วันที่ ๘  มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๘  และได้ดำเนินการบูรณะปราสาทระหว่าง พ.ศ. ๒๕๑๔- ๒๕๓๑ ต่อมาได้ประกาศขอบเขตโบราณสถาน เนื้อที่ ๔๕๑ ไร่  ๑๑  ตารางวา ในราชกิจจานุเบกษา  เล่มที่ ๙๓  ตอนที่ ๑๔๑ วันที่  ๙  พฤศจิกายน  พ.ศ. ๒๕๑๙   และกรมศิลปากรได้จัดตั้งโครงการอุทยานประวัติศาสตร์ขึ้นและเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่  ๒๑  พฤษภาคม  พ.ศ. ๒๕๓๑   สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ  สยามบรมราชกุมารี  เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานในพิธีเปิด

https://fbcdn-sphotos-c-a.akamaihd.net/hphotos-ak-xfa1/v/t34.0-12/

แผนผังปราสาทหินพนมรุ้ง

  http://www.bloggang.com/data/morkmek/picture/

บันไดต้นทาง (หมายเลข ๑)
          ตั้งอยู่บริเวณตระพักเขาด้านล่างทางทิศตะวันออก ก่อด้วนศิลาและเป็นชั้นๆ ๓ ระดับ สุดบันไดขึ้นมาเป็นชาลารูปกากบาท ปูด้วยศิลาแดง สันนิษฐานว่าเป็นพลับพลาโถงสร้างด้วยไม่มุงกระเบื้อง




พลับพลา (หมายเลข ๒)
          เยื้องชาลารูปกากบาทไปทางทิศเหนือ มีอาคารโถงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า หันหน้าไปทางทิศใต้ บนฐานพลับพลามีเสา ๘ ต้น ด้านล่างของอาคารมีระเบียงลักษณะเป็นห้องแคบยาวต่อเนื่องกัน มีมุขยื่นออกมา มีชาลาสำหรับสำหรับขึ้นลงอยู่หน้ามุขรอบอาคาร ๓ ด้าน อาคารนี้เดิมเรียก "โรงช้างเผือก" แต่ในปัจจุบันนี้เรียกว่า "พลับพลา"  สันนิษฐานว่าเป็นพลับพลาเปลื้องเครื่องสำหรับกษัตริย์หรือเจ้านายชั้นสูงที่จะใช้เป็นสถานที่เพื่อทำความบริสุทธ์ให้แก่ตัวตน ก่อนจะเขาสู่ตัวปราสาทประธานที่อยู่บนเขา




ทางเดิน (หมายเลข ๓)
          เป็นทางเดินที่ต่อลงมาจากชาลารูปก่กบาททอดไปยังสะพารนาค ปูพื้นด้วยศิลาแลง ขอบเป็นหอนทราย สองข้างทางมีเสาหินทรายยอดคล้ายดอกบัวตูมจำนวน ๗o ต้น เรียกว่า "เสานางเรียง"  



สะพานนาคราชชั้นที่ ๑  (หมายเลข ๔)

           
    เป็นจุดเชื่อมทางเดินกับบันไดทางขึ้นปราสาทแลลละทางลงสู่น้ำปากคลองภูเขาไฟ ก่อด้วยหินทรายผังเป็นรูปกากบาท ราวสะพานทำเป็นลำตัวของพญานาค ๕ เศียรหันหน้าออกแผ่พังพานทั้ง ๔ ทิศ พญานาคมีรัศมีเป็นแผ่นสละลายในแนวนอน อันเป็นลักษณะศิลปะกรรมแบบนครวัด อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๗ กลางสะพานสลักลายเส้นเป็นรูปดอกบัวบาน ๘ กลีบ อาจหมายถึงทิศทั้งแปดแห่งจักรวาลและเทพประจำทิศทั้งแปดในศาสนาฮินดูหรือเป็นยันต์สำหรับบวงสรวงสะพานนาคราชมีความหมายเชิงสัญลักษณ์เปรียบเสมือนสะพานเชื่อมระหว่างโลกมนุษย์กับสวรรค์




บันไดขึ้นปราสาท (หมายเลข ๕)
              เป็นทางเดินไปยังลานบนยอดเขาทำเป็นบันไดหินทรายมี ๕ ชั้น ระหว่างบันใดแต่ละชั้นมีชานพักทั้งสองข้าง มีฐานหินทรายรูปกรวยเจาะรูตรงกลางติดตั้งอยู่ทุกชั้น



ลานหน้าปราสาท (หมายเลข ๖)
              จากชานบันไดชั้นที่ ๕ เป็นลานโล่งกว้างอยู่ด้านหน้าระเบียงคด ลานดังกล่าวตั้งอยู่บนฐานซึ่งเกิดจากฐานถมปรับระดับพื้นที่ภูเขาเพื่อประโยชน์ใช่สอย ลักษณะเป็นยกพื้นเตี้ยๆ รูปกากบาทก่อด้วยศิลาแดง ผังรูปกากบาทนี้ทำให้เกิดช่องทางและช่องสี่เหลี่ยมคล้ายสระเล็กๆ ๔ ช่อง




สะพานนาคราชชั้นี่ ๒ (หมายเลข ๗)
        สะพานนาคราชช่วงนี้มีผังและรูปแบบเหมือนกับสะพานนาคราชชั้นที่ ๑ แต่มีขนาดย่อมกว่าตรงกลางของสะพานมีภาพสลักรูปดอกบัวบาน ๘  กลีบเช่นเดียวกัน


ลานปราสาทและระเบียงชั้นนอก (หมายเลข ๘)
         ก่อนเข้าสู่ชั้นในสุดของปราสาทพนมรุ้ง มีระเบียงชั้นนอกล้อมอยู่อีกชั้นหนึ่ง ปัจจุบันมองเห็นเป็นทางเดินโล่ง ยกพื้นเตี้ยๆ พื้นปูด้วยศิลาแดงสันนิษฐานว่าเิดมคงจะเป็นระเบียงโถงหลังคาเครื่องไม้มุงกระเบื้อง เพราะพบแนวเสาและเศษกระเบื้องดินเผาจำนวนมาก




ซุ่มประตูและระเบียงชั้นใน (หมายเลข ๙)
       ก่อนถึงตัวปราสาทประธาน มีระเบียงคดล้อมเป็นกำแพงชั้นในก่อเป็นห้องยาวต่อเนื่องกันเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าแต่ไม่สามารถเดินผ่านทะลุถึงกันได้เพราะมีผนังกั้นเป็นช่วงๆกิ่งกลางระเบียงคดมีซุมประตูหรือโคปุระทั้ง ๔ ด้าน ผนังด้านนอกมีหน้าต่างหลอกทั้ง ๔ด้านหน้าบันของระเบียงคดด้านทิศตะวันออกเป็นภาพฤๅษี สันนิษฐานว่าหมายถึงพระศิวะในปางผู้รักษาโรคภัยไข้เจ็ยและอาจหมายรวมถึง นเรนทราทิตย์ผู้สร้างปราสาทพนมรุ้งแห่งนี้ด้วย




สะพานนาคาราชชั้นที่ ๓ (หมายเลข ๑o)
      สะพานนาคาราขชั้นนี้เชื่อมระหว่างซุ่มประตูกลางของระเบียงคดด้านในกับวิหารหน้าปราสาทประธาน มีลักษณะเหมือนกับสะพานนาคาราชชั้นที่ ๑ และ ๒ แต่เล็กกว่า

ปราสาทประธาน (หมายเลข ๑๑)
            ตั้งอยู่เป็นศูนย์กลางศาสนสถาน สร้างด้วยหินทรายสีชมผู้มีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัสย่อเก็จ มีมุขยื่นออกมา๓ ด้าน ทางด้านหน้าทิศตะวันออกมีห้องงรูปสี่เหลี่ยมผื้นผ้า เรียกว่าวิหารมีฉนวนเชื่อมระหว่างปราสาทกับวิหาร ปราสาทนี้เชื่อว่าสร้างท่านนเรนทราทิตย์ อยุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๗ ภายในเรือนธาตุมีห้อง "ครรภคฤหะ" เป็นที่ประดิษฐานรูปเคารพที่สำคัญที่สุดเชื่อว่านะเป็นศิวลึงค์ ซึ่งแทนองค์พระศิวะ ปัจจุบันเหลืออยู่เพืยงท่อโสมสูตร คือ ร่องน้ำมนต์ที่ใช้รับน้ำสรงจากการสักการะศิวลึงค์ปราสาทปราสาทตกแต่งหลวดลายจำหลักประดับตามส่วนต่างๆ ส่วนใหญ่เป็นภาพเล่าเรื่องเทพเจ้าในศาสนาฮินดู เช่น หน้าบันภาพศิวนาฏราช (ทรงฟ้อนรำ) ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ ภาพในวรรคดีอินเดียเรื่อง รามายะ (รามเกียรติ์) มหาภารตะ ภาพพิธีกรรมและภาพฤๅษีเป็นต้น





ปราสาทอิฐ ๒ หลัง (หมายเลข ๑๒)

      ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของปราสาทประธานมีฐานอาคารก่อด้วยอิฐอยู่ ๒ หลัง ปราสาทอิฐทั้ง ๒ หลังนี้สันนิฐานว่าน่าจะมีอายุอยู่ในราวพุทธศต ๑๕ นับเป็นสถาปัตยกรรมที่มีอายุเก่าที่สุดบนเขาพนมรุ้ง



ปรางค์น้อย (หมายเลข ๑๓) 
          ปราสาทพระธาตุตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ เป็นอาคารรูปสี่เหลี่ยมจตุรัสย่อมุม ก่อสร้างด้วยศิลาทรายกรุผนังด้านในด้วยศิลาแลง มีรูปประตูทางเข้าเดียวคือ ด้านทิศตะวันออก ภายในห้องมีแท่นฐานหินทรายสำหรับประดิษฐานรูปเคารพ หน้าปัดด้านทิศตะวันออกสลักเป้นรูปกฤษณะยกเขาโควรรธนะอยู่ท่ามกลางลวดลายพันธุ์พฤกษากำหนดอายุราวพุทธศตววษที่ ๑๖




บรรณาลัย (หมายเลข ๑๔) 
        ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของปราสาทเป็นประธานอาคารรูปสี่เหลี่ยมพื้นผ้า สร้างด้วยศิลาแลงมีประตูทางเข้าด้านเดียวหลังคาทำเป็นรูปประทุนเรือภายในไม่พบรูปเคารพอาคารลักษณะนี้เรียกว่า บรรณาลัย หมายถึง หอสมุดซึ่งเป็นที่เก็บรักษาคัมภีร์อันศักคิ์สิทธิ์ทางศาสนา กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ซึ่งเป็นสมัยสุดท้ายของการก่อสร้างปราสาทพนมรุ้ง




อาคารก่อด้วยศิลาแลง (หมายเลข ๑๕)
      ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของปราสาทประธานเป็นอาคารรูปสี่เหลี่ยมพื้นผ้า สร้างด้วยศิลาแลง มีประตูทางเข้าด้านทิศใต้เพียงด้านเดียว หลังคาชำรุดพังทลาย ภายในไม่มีรูปเคารพไม่ทราบประโยชน์ใช้สอยที่แน่นอน






ภาพเก็บตก 

























    








จัดทำโดย
1. นางสาวเสาวลักษณ์ สำรวมจิตร  รหัสนักศึกษา 56125460201
2. นายธนาวัฒน์ ไตรรัตน์            รหัสนักศึกษา 56125460211
3. นายสหพนธ์ ดีสา                  รหัสนักศึกษา 56125460224
4. นางสาวสิริกาญจน์ มีอ่อง         รหัสนักศึกษา 56125460233

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น